3 วิธีที่จะว้าวผู้สัมภาษณ์
หลังจากเรียนจบแล้ว เราก็หมดสนุกแล้วสิ ยังหรอกค่ะ การทำงานก็เป็นความสนุกอีกประเภทหนึ่ง เป็นประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปจากตอนเรียน หลายๆ คนตัดสินใจเรียนต่อต่างประเทศก็เพราะอยากเปลี่ยนสายงาน อยากเที่ยว อยากเดินตามความฝัน ฯลฯ ต่อจากนี้ก็ต้องกลับมาสู่โลกของความเป็นจริงที่จะไม่ได้มีแค่ตำรา หนังสือเรียน รายงาน ห้องสมุด แต่จะเป็นชีวิตที่รีบเร่งเพื่อไปเข้างานให้ทันตอกบัตรหรือสแกนนิ้ว รีบพักกลางวันเพราะเดี๋ยวไม่มีโต๊ะทานอาหาร รีบทานข้าวเพราะเดี๋ยวไม่มีเวลาเดินตลาดนัด (ฮา) รีบกลับเข้าไปทำงานเพราะเดี๋ยวงานไม่เสร็จต้องทำโอฟรี รีบออกจากที่ทำงานเร็วๆ เพราะกลัวรถติด และสุดท้ายรีบเข้านอนเร็วๆ เพราะกลัวตื่นไม่ทันในเช้าวันถัดไป นี่คือโลกของการทำงานค่ะ อย่างที่บอก การทำงานก็เป็นความสนุกอีกแบบ แต่การหางานอาจจะเป็นความทุกข์ของหลายๆ คน เพราะต้องผ่านด่านหลายด่านไม่ว่าจะเป็นทดสอบข้อเขียน ภาษาอังกฤษ เจตคติ รวมถึงการสัมภาษณ์งาน ลองอ่านบทความนี้เพื่อการเตรียมตัวเป็นผู้สมัครงานที่มีลุ้นสำหรับงานที่เราต้องสัมภาษณ์นะคะ
การหางานเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยาก ไม่ใช่แค่น้องๆ มีคุณสมบัติ ความสามารถโดนใจและความน่าสนใจเข้าตาผู้รับสมัครเท่านั้น แต่น้องๆ ต้องแข่งขันกับผู้สมัครอื่นๆ อีกเป็นร้อยเป็นพันทั่วโลก ยิ่งถ้าสมัครบริษัทต่างชาติด้วยละก็ ลองนึกภาพประกวดนางงามจักรวาลที่มีผู้เข้าแข่งขันจากทั่วทุกมุมโลกสิคะ แล้วเราจะทำยังไงดีให้เราโดดเด่นเด้งดึ๋งออกมาเตะตาผู้รับสมัครงานท่ามกลางเรซูเม่มากมายล้านแปดและยังโปรไฟล์เริ่ดหรูจู้ฮุกกรูของผู้สมัครเหล่านั้นอีก คำตอบคือต้องมีความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถมาปรับใช้ให้ผสมผสานและเหมาะสมกับตัวเราได้ค่ะ การที่จะประสบความสำเร็จสมหวังกับตำแหน่งงานที่ปรารถนา น้องๆ จะต้อง วะ วะ วะ ว้าววว ผู้สัมภาษณ์ให้ได้ด้วยการทราบว่าเรามีดีอะไรและสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เค้ามองหาอยู่ในตัวผู้สมัครรึไม่ โชว์ให้เค้าเห็นค่ะว่าเรามีของ แต่ไม่ต้องเล่นของนะ 555 มีเคล็ด(ไม่)ลับ 3 ข้อที่จะช่วยให้เรามีความได้เปรียบในการสัมภาษณ์งานนะคะ
หลายครั้งที่น้องๆ จะได้รับการติดต่อจากบุคคลที่สามเพื่อนัดสัมภาษณ์งาน ขอให้น้องๆ ถามแผนกทรัพยากรมนุษย์ (HR) หรือบริษัทสรรหาพนักงานในทุกเรื่องที่สามารถถามได้ถึงลักษณะความเป็นมืออาชีพของผู้ที่จะสัมภาษณ์งานน้อง ขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนกที่สมัคร สไตล์การบริหาร การทำงาน ขั้นตอนการสัมภาษณ์ วัฒนธรรมองค์กร ฯลฯ หาเวลาค้นคว้าข้อมูลของเขาหรือเธอบน LinkedIn, Twitter, Instagram, Vine หรือสื่อโซเชียลอื่นๆ ขอย้ำว่าอย่างเป็นมืออาชีพนะคะ เพราะผู้สัมภาษณ์อาจจะรู้สึกกลัวได้ถ้าเราไปเขียนถึงเรื่องลูกหรือน้องหมาของพวกเค้าในจดหมายสมัครงานโดยที่เราไม่ได้รู้จักมักจี่กันเป็นการส่วนตัว เมื่อทำการบ้านเรียบร้อยแล้ว ก็เขียนจดหมายไปหาผู้สัมภาษณ์ประมาณ 7-10 ประโยคเพื่ออธิบายเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับตัวเองและเหตุผลว่าทำไมการรับเราเข้าทำงานถึงเป็นการเติมเต็มอย่างเยี่ยมยอดสำหรับทีมงานของพวกเค้า จดหมายสมัครงานที่ดีควรจะตรงประเด็นเน้นเนื้อไม่น้ำ และบอกกล่าวอย่างมีวาทศิลป์เพื่อที่จะให้เค้ารู้จักเราให้มากที่สุดจากประโยคเพียงไม่กี่ประโยค เป็นโอกาสที่จะได้นำเสนอตัวเองว่าเราเหมาะกับตำแหน่งนี้กับเจ้านายคนนี้อย่างไร สุดท้ายแล้วเราอาจจะส่งจดหมายสมัครงานที่ได้รับการปรับแก้ไขให้เหมาะสมกับแต่ละงานไปทางอีเมล์ให้กับผู้สัมภาษณ์ก่อนที่จะเริ่มการสัมภาษณ์ก็ได้ ถ้าเราได้ขออนุญาตเค้าแล้วอะนะ หรือว่าจะส่งให้กับมือเลยก็ได้พร้อมกับเรซูเม่ในเวลาที่พบกันตัวเป็นๆ ตอนสัมภาษณ์งาน
- เขียนเรซูเม่ใหม่เพื่อให้เหมาะกับตำแหน่งงานที่สัมภาษณ์
เข้าใจได้นะคะว่าเหมือนจะเป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุถ้าเราได้รับการติดต่อให้สัมภาษณ์เรียบร้อยแล้ว แต่จริงๆ ก็เป็นการรุกที่ทรงพลังนะ หนึ่ง ต้องจับคู่ทักษะและ
ประสบการณ์ของเราให้เหมาะกับลักษณะเนื้อหาของงาน เป็นการฝึกฝนการซ้อมถามตอบการสัมภาษณ์กลายๆ กระบวนการความคิดจะต้องได้รับการเรียบเรียงให้ดี และควรมีการยกตัวอย่างประกอบเพื่ออธิบายให้เห็นภาพเกี่ยวกับคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องด้วย สอง ต้องเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่นั้นอย่างถ่องแท้ อาจจะนำไปสู่การเริ่มต้นคำถามที่น่าสนใจในการสัมภาษณ์ สาม เวลาที่เรานำเสนอเรซูเม่ที่เหมาะสมแล้วกับตำแหน่งให้กับผู้สัมภาษณ์งาน เขาหรือเธอจะรู้สึกประทับใจที่เราได้ใช้เวลาในการจับคู่สิ่งที่เรามีกับสิ่งที่เค้ามองหาและต้องการ อีกทั้งยังเป็นเอกสารที่กระตุ้นความสนใจให้กับผู้สัมภาษณ์เผื่อว่าเค้าจะต้องนำคุณสมบัติของเราไปให้เบื้องบนอนุมัติ ยังไงก็วิน-วินทุกฝ่ายเลย เพราะฉะนั้น ทำเถอะค่ะ
- ส่งข้อความขอบคุณไพเราะเสนาะใจ
อาจจะสงสัยว่าข้อความขอบคุณมันสำคัญมากเลยเหรอ เปรียบง่ายๆ ว่าการล้างมือให้สะอาดหลังจากเสร็จธุระหรือก่อนรับประทานอาหารเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อโรค แต่หลายๆ คนก็มักจะละเลยการกระทำในจุดนี้ไปบ้าง ก็เหมือนกับข้อความขอบคุณนั่นแหละ ผู้ได้รับการสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ไม่สนใจที่จะส่งข้อความหรืออีเมล์ไปหลังจากจบกา
รสัมภาษณ์เพื่อแสดงความขอบคุณที่เสียสละเวลามาในการพิจารณา ยังสามารถใช้โอกาสนี้ยืนยันอีกครั้งถึงความสนใจของเราในตำแหน่งนั้นๆ อีกด้วย การส่งข้อความขอบคุณธรรมดาๆ ทำให้เราเหมือนมีแสงไฟสปอตไลท์ส่องลงมาท่ามกลางผู้สมัครอื่นๆ ที่เพิกเฉยกับการขอบคุณ เปิดโอกาสให้ตัวเองได้วิเคราะห์การสัมภาษณ์ที่ผ่านไปและใส่ข้อมูลลงในข้อความขอบคุณ ถ้าผู้สัมภาษณ์ใคร่ครวญถึงข้อผิดพลาดในการจ้างงานครั้งก่อนๆ ข้อความขอบคุณก็จะเป็นช่วงเวลาที่เราจะเน้นย้ำถึงวิธีการทำงานของเราที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้นให้ผ่านพ้นไปได้ ยิ่งถ้ารู้เกี่ยวกับแผนงานของแผนกหรือองค์กรที่เราจะได้ร่วมงานในอนาคต ก็สามารถระบุในข้อความขอบคุณได้เลยว่าเราจะมีวิธีการเพิ่มคุณค่าให้เค้าได้อย่างไรบ้าง สั้นๆ เลยสละเวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อเขียนข้อความขอบคุณอันน่าประทับใจ (และต้องไม่ผิดแกรมม่านะ 555)
เนื่องจากเราไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขประสบการณ์ในอดีตได้ แต่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราจะทำได้เพื่อปรับปรุง พัฒนา สร้างโอกาสในการได้รับการคัดเลือกเข้าทำงานหรือแม้กระทั่งการศึกษาต่อต่างประเทศก็ตาม ปัจจุบันนี้มีผู้สมัครงานที่มีโอกาสจะได้งานมากมาย แต่ว่าความจริงใจ ความมุ่งมั่น และความปรารถนาอย่างแรงกล้าจะแยกพวกตัวท็อป ตัวแม่ออกจากผู้สมัครงานที่เหลืออย่างเห็นได้ชัด เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่กล่าวไปเป็นเพียงตัวอย่างที่น้องๆ สามารถนำไปปรับใช้กับการสัมภาษณ์งานได้ โดยอาศัยการค้นคว้าหาข้อมูล การเตรียมตัวให้พร้อม การประเมินตนเอง และความทุ่มเทอย่างมาก คุณสมบัติเหล่านี้มีน้อยคนนัก หาได้ยากแต่ว่าเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอย่างสูง การคัดสรรบุคลากรที่ถูกใจใช่เลย จึงเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของทุกบริษัท ไม่ว่าจะเป็นองค์กรลักษณะไหนก็ตาม
ทาง Torch Education ขอเป็นกำลังใจให้น้องๆ สัมภาษณ์งานผ่านฉลุย ได้งานที่ใช่ บริษัทที่ชอบนะคะ ที่สำคัญทาง ทอร์ช เอ็ดดูเคชั่น ขอขอบคุณพี่เก้ MBA@ UMASS at Boston ที่แชร์ประสบการณ์แสนมีเสน่ห์ให้น้องที่กำลังสำเร็จการศึกษาที่จะถึง
Credit: http://money



Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.