Q: ช่วยเล่า ประวัติส่วนตัว ให้เพื่อน ๆ น้อง ๆ ฟังสักเล็กน้อย ได้ไหมครับ
A: เป็นลูกคนรอง เรียนจบคณะศึกษาศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน พอจบมายังอยู่ระหว่างวางแผนว่าจะเรียนอะไรต่อคุณพ่อก็เสียทำให้ตอนนั้นลอยคว้างมาก ระหว่างที่อยู่ช่วยกิจการที่บ้านให้อยู่ตัว เพื่อนสนิทก็ได้มาชวนไปเรียนทำอาหารที่สถาบันแห่งหนึ่ง ซึ่งต้องสอบเข้าเรียน ปรากฏว่าผมผ่านแต่เพื่อนดันไม่ผ่าน จริงๆ ก็เป็นคนชอบทำอาหารเป็นทุนอยู่แล้วเลยตกลงใจเรียน ทั้งที่ค่าเรียน แพงแสนแพง เรียนไป เกิดติดใจ เรียนหลักสูตรอาหารไทย (Certificate in Thai Cusine Program) ต่ออีก ตอนเรียนหลักสูตรแรกเกเรมากเรียนบ้าง ไม่เรียนบ้าง แต่พอเข้าหลักสูตรอาหรไทยซึ่งเป็นระยะสั้นกว่า แต่แพงกว่าซะอีกเลยตั้งใจเรียนมากประกอบกับได้ตำแหน่งหัวหน้าควบคุมรุ่นควบมาด้วย เลยตั้งใจเป็นพิเศษ คะแนนเลยค่อนข้างดี พอเรียนจบอาจารย์ได้ส่งกระดาษรับสมัครงานให้ 1 ใบ ผมก็จัดการติดต่อ ทำ C.V. เองส่งใบสมัครเอง เป็นโรงแรมในสวิสเซอร์แลนด์ที่มีร้านอาหารไทย ปรากฏว่าได้รับการว่าจ้างแถมตอนนั้นได้ไปโพสหางานมั่ว ๆ ในอินเตอร์เน็ต ปรากฏว่าก็ได้รับการติดต่อจาก พระราชวังบัคกิ้งแฮมพาเลส (Buckingham Palace, United of Kingdom) มาพร้อมกัน แต่เมื่อปรึกษากับอาจารย์ท่านก็บอกว่าให้เลือกที่สวิสเซอร์แลนด์ เพราะผมเซนต์สัญญาไปแล้วด้วย จึงได้ไปทำงานที่สวิสเซอร์แลนด์อยู่สองปี จากนั้นจึงเกิดความเบื่อและคิดอยากเรียนต่อเพิ่ม จึงตัดสินใจกลับเมืองไทยและคิดว่าจะไปเรียนที่ไหนดี อันด้วยต้องใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวที่เก็บออมไว้จากที่ทำงานมาสองปี จึงต้องประหยัด จึงได้เลือกประเทศออสเตรเลียซึ่งพี่สาวของผมได้ไปอาศัยอยู่ก่อนแล้ว จึงคิดว่าจะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ผมจึงไปเรียนต่อสาขา การปรุงอาหารนานาชาติ (Diploma in Commercial Cookery at TAFE NSW) เป็นหลักสูตร 2 ปี ระหว่างเรียนก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยรายได้ค่อนข้างดีครับ เพราะผมมีประสบการณ์ ทำงานโรงแรมในสวิสเซอร์แลนด์มา จึงหางานได้ไม่ยาก พอจบหลักสูตร 2 ปี ผมสามารถขอ PR (Permanence Resident) ได้ แต่ผมเกิดเบื่อ ประเทศออสเตรเลียแล้วสิ จึงไม่ทำเรื่อง เพราะค่าทำเรื่องค่อนข้างแพงทีเดียว เลยติดต่อโรงแรมเก่าในสวิสเซอร์แลนด์เขาก็ยินดีรับกลับทำงานด้วยความเต็มใจจึงได้กลับมาทำงาน ณ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ จนปัจจุบัน
Q: ปัจจุบันทำงานอยู่ที่ไหนคะ
A: ผมทำงานเป็นอยู่ที่ ร้าน Tekoe at EPFL Restaurant, Swtizerland ครับ
Q: อยากให้เล่าว่าก่อนเข้าเรียน ต้องเตรียมพร้อมแค่ไหน ยุ่งยากแค่ไหน
A: จริงๆ ก็ไม่ได้เตรียมอะไรยุ่งยากครับ บริษัทที่ตอบรับให้ทำงานจัดการเรื่องเอกสารให้ เรื่องที่อยู่เพราะจะไปอยู่กับพี่สาวอยู่แล้วจึงไม่ได้ยุ่งยากอะไร เราก็แค่เตรียมตัวเรื่องส่วนตัว
Q: ภาษาที่ได้สมัยเรียนที่ต่างประเทศมีผลต่อการทำงานและความสำเร็จในชีวิตอย่างไรบ้าง
A: แน่นอนครับภาษาอังกฤษที่ได้เรียนในประเทศออสเตรเลีย พัฒนาอย่างมาก จริงๆ ก็ไม่ได้มีผลกับปัจจุบันนัก เพราะปัจจุบันผมใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก แต่หลังจากที่ภาษาอังกฤษพัฒนาแล้วความมั่นใจในการเดินทางไปที่ไหนก็มีมากขึ้น การเรียนรู้ภาษาฝรั่งเศสก็ง่ายขึ้นเพราะผมต้องเรียนด้วยตัวเอง ซึ่งโดยมาก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการเรียนครับ
Q: หากมีหน่วยงานที่ให้คำแนะนำเป็นที่ปรึกษาด้านการเรียนต่อและแนวทางการใช้ชีวิตในต่างประเทศเห็นสมควรหรืออยากให้มีบริการใด ๆเพิ่มมั้ย (ถึงไว้ใจกันได้)
A: จริงๆ ปัจจุบันก็มีเอเจนซี่ รับติดต่อเอกสารมากมายอยู่แล้ว แต่ก็แค่ให้การช่วยเหลือเรื่องติดต่อ เอกสารเท่านั้น หากมีบริการแนะแนว พร้อมให้รายละเอียดต่าง ๆ ในการใช้ชีวิตของนักเรียน ที่จะไปทำการเรียนต่อนั้น ผมว่าเป็นความคิดที่ดีมากและสำคัญจำเป็นต้องมีแล้ว อย่างน้อยผู้ปกครองก็จะรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น รวมถึงตัวนักเรียนเองจะได้รู้ว่าควรเตรียมตัวเช่นใดแล้วจะต้องพบเจออะไรบ้าง แต่ก็ควรจะมีไว้ในระดับหนึ่ง เพราะการไปศึกษาต่อต่างประเทศเป็นประสบการณ์ที่ดีมากในชีวิต ดังนั้นการได้ไปหา ไปพบประสบการณ์ ของตัวเอง มันเป็นส่วนเติมเต็มของชีวิตครับ มันจะทำให้เรามีความสุขและยิ้มเวลามองกลับไป
Q: ช่วยฝากแนะนำหรือฝากอะไร ให้พี่ๆน้องๆ ก่อนไปเรียน
A: การเตรียมตัวก่อนไปเรียนผมว่าควรจะมีความรู้พื้นฐานเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้านภาษาก่อนครับ อย่างน้อย ๆ การสื่อสารถามทางได้ ทำอาหารเล็ก ๆ น้อยๆ ที่ตัวเองชอบได้ เพราะการทำอาหารทานเองจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก และเมื่อไปเรียนแล้ว พยายามคบเพื่อนต่างชาติจะช่วยให้พัฒนาภาษาได้ไวจริงๆ ปัญหาโดยส่วนใหญ่ของนักเรียนไทยในต่างประเทศคือจะจับกลุ่มเฉพาะคนไทย พยายามคิดและตั้งสติให้ดีว่าเราไปเรียน เพื่อชีวิตที่ดีว่าในอนาคต และค่าเรียนที่พ่อแม่ส่งเสียมานั้น เป็นเงินที่หาได้ยากลำบาก และค่าเล่าเรียนก็แพงมาก
ก่อนจากผมขอฝากเมนูอาหารสักเมนูไว้ให้น้องๆ ทำทานเอง ได้ที่บ้านนะครับ
คือผมไม่ทราบว่าน้อง ๆ แต่ละคนไปเรียนต่อในประเทศไหนกันบ้างถ้าเป็นประเทศใหญ่ ๆ อย่างอังกฤษ อเมริกา ฯลฯ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ประเทศเหล่านี้จะหาเครื่องปรุงอาหารเอเชียได้ไม่ยาก แต่ในบางประเทศที่ไม่ค่อยมีคนเอเชียหรือหาเครื่องปรุงเอเชียได้ยาก ซึ่งผมคาดว่าอย่างน้อยๆ ก็น่าจะหาซีอิ๊วได้ ผมก็จะแนะนำเมนูนี้ให้นะครับ
ผัดหมี่สิงค์โปร์
– เส้นสปาร์เก็ตตี้ ขนาดเล็กที่สุดเท่าที่หาได้ ผมหาได้คือเบอร์ 1 150 กรัม(หรือกะปริมาณตามชอบ)
– แฮมสไลด์ กุ้ง เนื้อหมู (ส่วนนี้ใส่ตามชอบนะครับ คือบางทีผมยังใส่แค่ไส้กรอก)
– ไข่ไก่
– กระเทียมสับ แครอทหั่นเส้น หัวหอมเส้น ต้นหอม(ส่วนนี้ก็ตามชอบได้นะครับ หาผักอะไรได้ในซุปเปอร์ฯ)
– ผงกะหรี่ 1 ช้อนชา
– ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
– น้ำตาล 1 ช้อนชา
– น้ำมันหอย(ถ้าหาได้) 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีปรุง
– ลวกเส้นในน้ำเดือด 10 นาที หรือตรวจโดยการชิมหากเส้นนุ่มไม่มีไตแข็ง ๆ ก็ยกขึ้นจากเตาแช่น้ำเย็นให้คลายความร้อน สะเด็ดน้ำแยกไว้
– น้ำกระเทียม แครอท หัวหอม ลงในกระทะผัดน้ำมันจนกระเทียมหอม ตอกไข่ไก่ ผัดจนไข่สุกจากนั้นนำส่วนที่เป็นเนื้อสัตว์ทั้งหมดลงผัดจนสุก ปรุงรสเครื่องปรุงต่างๆ ตามด้วยน้ำเปล่าประมาณสองช้อนโต๊ะ ผัดให้เข้ากัน เต็มเส้นที่สะเด็ดน้ำไว้ลงผัดคลุกเคล้าผัดให้เข้ากัน บิดท้ายด้วย ต้นหอมเล็กน้อย
ปล. เครื่องปรุงรส ลด-เพิ่มได้ตามชอบนะครับ

Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.